Sunday, February 12, 2012

อาสา @ ออนไลน์

กรุงเทพธุรกิจ 21 ธันวาคม 2553



มโนภาพของอัศวินขี่ม้าขาวของแต่ละคนคงแตกต่างกัน แต่ความคิดคงมาบรรจบตรงกันกับคำว่าต้อง "เหนือมนุษย์"

ทว่าความจริงแล้วอัศวินของสังคมอาจเป็นเราๆ ท่านๆ คนธรรมดา แต่เป็นคนธรรมดาที่สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้ด้วยพลังของจิตที่เป็นอาสา
จิตอาสาบนโลกออนไลน์เป็นประเด็นที่พูดคุยในงาน "ตลาดนัดแห่งความสุขของการอาสาและการให้” เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา บนเวทีเสวนา “อาสาสมัครในยุค Social Network” จากสมาชิกไซเบอร์ผู้มีบทบาทช่วยจัดการภัยพิบัติน้ำท่วม นำโดย นพ.ณัฐกุล แย้มประเสริฐ หรือหมอแก๊บ เจ้าของทวิตเตอร์ @capitellum, ภาสกร แช่มประเสริฐ เจ้าของทวิตเตอร์ @paipibat(ภัยพิบัติ) และ รณพงศ์ คำนวณทิพย์ เจ้าของทวิตเตอร์ @rockdaworld ตัวแทนจากกลุ่ม ทวิตเตอร์ ฟอร์ ไทยแลนด์ (Twitter for Thailand) ท่ามกลางบรรยากาศแดดร่มลมตกที่สวนเบญจสิริ กรุงเทพมหานคร

นพ.ณัฐกุล แพทย์ประจำโรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา เปิดวงด้วยการเล่าถึงจุดเริ่มต้นว่าก่อนหน้านั้นสร้างทวิตเตอร์ให้เป็นเพียงพื้นที่พูดคุยเล่นติดต่อกันระหว่างเพื่อนในวงการแพทย์ ต่อมากลายเป็นกระดานแลกเปลี่ยนข้อซักถามความรู้กันในที่สุด เช่นเดียวกับภาสกรเจ้าของทวิตเตอร์ภัยพิบัติ ที่ไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งบล็อกที่เกิดขึ้นเพราะต้องการบันทึกสถิติของภัยธรรมชาติ ปัจจุบันจะกลายเป็นบล็อกเตือนภัยที่มีผู้ติดตามข่าวสารกว่า 5,800 คน
ด้านรณพงศ์ ตัวแทนจากกลุ่มทวิตเตอร์ ฟอร์ ไทยแลนด์ กลุ่มจิตอาสาไอทีรุ่นใหม่เล่าว่า เริ่มรวมกลุ่มเมื่อเดือนพฤษภาคม ทำหน้าที่เคลื่อนไหวสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับสังคมไทยผ่านกิจกรรมต่างๆ โดยใช้ทวิตเตอร์เป็นสื่อกลางในการรวมพลัง ล่าสุดคือเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ผ่านมา ทางกลุ่มได้มีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในขณะที่สื่อกระแสหลักยังเข้าไปไม่ถึง และทวิตเตอร์ถูกใช้เป็นสื่อกลางเพื่อรับและส่งข่าวสาร
  • ทำดี คือ งานอดิเรก
ภาสกร มองว่าจิตอาสาควรทำเหมือนเป็นงานอดิเรก หรือจากเรื่องใกล้ๆ ตัว อย่างการสร้างทวิตเตอร์เพื่อกระจายข่าวสารก็เป็นผลพลอยได้มาจากความถนัดด้านคอมพิวเตอร์ ขับเคลื่อนเพราะความชอบ และปณิธานที่อยากทำประโยชน์ให้กับสังคม
"ลงแรงกับทวิตเตอร์ภัยพิบัติค่อนข้างมาก เริ่มทำตั้งแต่เช้าที่คนยังไม่ตื่น ผมเคยมานั่งคิดว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวแล้วเราหลับอยู่ล่ะ คนที่ติดตามข่าวก็อาจพลาดได้ เลยตั้งระบบให้เกิดการส่งข่าวสารอัตโนมัติว่าต้องทวีตทุกกี่ชั่วโมง เพื่อไม่ให้คนที่ติดตามข่าวสารกับเราอยู่พลาดเหตุการณ์ที่สำคัญ"
ด้านนายแพทย์ณัฐกุล เล่าถึงเหตุการณ์น้ำท่วมกับบทบาทของการเป็นนักจิตอาสาบนโลกออนไลน์ว่า มีจุดแข็งอยู่ที่ "การแลกเปลี่ยนข้อมูล"
"เหตุการณ์น้ำท่วมโคราชที่ผ่านมา เราก็ส่งข่าว เล่าเหตุการณ์ที่เราพบลงในทวิตเตอร์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการตอบสนองจากเพื่อนๆ ในทวิตเตอร์เยอะมากที่เข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูล พอเริ่มลงข้อมูลไป ก็มีคนในจังหวัดโคราชที่ประสบภัยเหมือนกันลงข้อมูลกลับมา เราก็ติดต่อไปที่ทวิตเตอร์ของนักข่าวด้วย ทำให้ทวิตเตอร์กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ติดต่อและเข้าถึงสื่อมวลชนได้ง่าย จึงเกิดความคิดที่ว่า ทวิตเตอร์ถึงแม้จะเข้าไปยังกลุ่มคนส่วนมากของประเทศไม่ได้ แต่ก็มีข้อดีตรงสามารถสื่อสารข่าวได้รวดเร็วกว่า และทำให้ข่าวสารวิ่งไปยังส่วนของภาครัฐได้เร็วมากยิ่งขึ้น" นายแพทย์ณัฐกุลกล่าว
รณพงศ์เสริมว่างานจิตอาสาไม่ใช่การบริจาคเงินเพื่อสร้างแต่เพียงอย่างเดียว ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของความตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่ดีแม้จะเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยมีสโลแกนว่า 'ทำดี รู้สึกดี' พลังของโลกออนไลน์มีไม่จำกัดและไม่มีขอบเขตเป็นอุปสรรค์ขวางกั้น
  • อีกด้านของพลังไซเบอร์
ในเมื่อเหรียญมีสองด้าน พลังด้านลบที่มาจากการกระจายข่าวสารและข้อมูลเท็จจะป้องกันได้อย่างไร ทั้งสามคนให้คำตอบเป็นเสียงเดียวกันในเรื่องการตรวจสอบข้อมูลให้แม่นยำจากหลายๆ ด้าน เพราะไม่ใช่แค่ทำหน้าที่กระจายข่าวสาร แต่ต้องให้ข่าวสารที่ถูกต้องด้วย เพื่อให้สังคมได้รับรู้ ไม่ใช่ตื่นตระหนก ตามแนวคิดที่ว่า "ตื่นตัวแต่ไม่ตื่นตูม"
"ผมคิดว่าแนวโน้มในอนาคต คนที่อยู่ในการสื่อสารอาจะไม่ใช่แค่นักข่าวแต่เพียงอย่างเดียว คนทั่วไปก็สามารถเป็นผู้สื่อข่าวได้และเป็นได้อย่างตรงจุด แต่ละคนก็สามารถเผยแพร่ข่าวสารได้เช่นกัน" นายแพทย์ณัฐกุลมอง
รณพงศ์ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันนี้จิตอาสาบนสังคมออนไลน์กำลังเบ่งบาน อย่างกลุ่ม "บิ๊กทรีโปรเจกท์" (BIG Trees Project) ที่รวมตัวกันบนเฟซบุ๊คกว่า 3,000 คน คัดค้านการตัดต้นไม้ใหญ่ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราเห็นว่าจิตอาสามีพลังและมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม แต่ต้องรอบคอบต่อข่าวสารและข้อมูล อีกทั้งควรหาทางออกของปัญหา ให้ความรู้ และข้อมูลที่ถูกต้องควบคู่ไปด้วย
เหมือนที่ก่อนจะมาเป็นทวิตเตอร์ภัยพิบัติ ภาสกรเคยนำเสนอมุมสีขาวของสังคม แต่ผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์สึนามิเป็นแรงขับให้สร้างบล๊อกเตือนภัยขึ้นมา
"แต่ก่อนนี้ทำทวิตเตอร์เกี่ยวกับด้านดีๆ ของสังคม นำเสนอคนดีๆ เสนอเรื่องที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาบ้าง เลยมาคิดว่าเราลองเสนอเรื่องที่ไม่ดีบ้างนั่นก็คือเรื่องของภัยพิบัติ ผมเสียใจมากเลย ผมเรียนเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มา แต่ใช้อะไร ช่วยอะไรสังคมไม่ได้ ไม่ได้มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมหรือจากเหตุการณ์ต่างๆ มันเกิดเพราะใคร แต่กำลังมองว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง มีคนถามผมว่า ภัยพิบัติคือกรมอุตุเหรอ ผมบอก เปล่า...ไม่ใช่ ผมเป็นคนธรรมดา ผมไม่มีทีมงาน ถ้าอยากทำดีก็ทำได้เลย ไม่ต้องรอ ในขณะเดียวกัน ทวิตเตอร์ก็ทำให้ผมก็ได้รับความรู้จากเพื่อนคนอื่นด้วยเช่นกัน" เขายืนยัน
แม้สิ่งที่ทำอยู่อาจไม่ได้รับผลตอบกลับเป็นเงินทอง แต่สิ่งที่อยู่เหนือกว่าคือ ความสุขใจที่ได้รับจากการทำตอบแทนสังคม
"การทำจิตอาสาอาจไม่ใช่เฉพาะการใช้แรงกาย หรือดร็อปเรียนเพื่อไปทำงานอาสา แต่มันเริ่มต้นที่ใจและความตั้งใจ เราก็จะรู้เองว่าต้องทำอะไร ทำความดีให้เหมือนทำงานอดิเรก" นายแพทย์ณัฐกุลทิ้งท้าย

going to the moon

ซ่อมได้ๆ

Saturday, October 29, 2011

ปฐมบท: คว้าฝันวันวานมาพลิกโลก ตอนที่ ๒: เรื่องจริงของเด็กหญิงคนหนึ่ง

ปฐมบท:คว้าฝันวันวานมาพลิกโลก ตอนที่ ๒ อ่านมาเล่าต่อจากหนังสือ (The Element:How Finding Your Passion Changes Everything ) เขียนโดย Dr. Ken Robinson



เรื่องจริงของเด็กหญิงคนหนึ่ง
สาวน้อยจิลเลี่ยน (Gillian) อายุแปดขวบแล้ว แต่การเรียนของเธอแย่มาก ไม่ทำการบ้านส่งครู ส่งงานสายเสมอๆ ลายมือก็เป็นไก่เขี่ยจนครูอ่านไม่ออก สอบก็ได้คะแนนต่ำ ที่แย่กว่านั้นเธอรบกวนเพื่อน ๆ ในชั้นเรียน เดี๋ยวก็ทำเสียงดัง เดี๋ยวก็กระโดดโลดเต้นไปตรงนั้นทีตรงนี้ที เป็นที่อิดหนาระอาใจของครูประจำชั้น
นอกจากครูประจำชั้นจะถูกขัดจังหวะการสอนในชั้นแล้ว ยังทำให้เพื่อนร่วมชั้นเรียน เรียนไม่รู้เรื่องอีกด้วย
เมื่อเป็นปัญหาหนักขึ้น โรงเรียนจึงตัดสินใจส่งจดหมายถึงผู้ปกครองของจิลเลี่ยน เพื่อจะขอย้ายเธอ ไปอยู่โรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ เรื่องนี้เกิดขึ้นในปี คศ 1930 ซึ่งยังไม่มีการศึกษาวิจัยเรื่องโรคสมาธิสั้น(ADHD:Attention deficit hyperactivity disorder)ในเด็กมากนัก จิลเลี่ยนจึงไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นและได้รับยารักษาอย่างเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นในปัจจุบัน
เมื่อพ่อแม่ของจิลเลี่ยนได้รับจดหมายจากทางโรงเรียน คุณแม่ของหนูน้อยจิลเลี่ยนตกใจ และตัดสินใจต้องทำอะไรสักอย่าง

คุณแม่จับจิลเลี่ยนแต่งตัวให้ดูดีและเรียบร้อยที่สุด
แล้วพาเธอไปหาจิตแพทย์!

------
หนูน้อยจิลเลี่ยนถูกพามาห้องที่ไม่คุ้นเคย โต๊ะทำงานไม้ขรึมในห้องใหญ่ รอบล้อมไปด้วยตู้หนังสือ มีโซฟาตัวใหญ่อยู่ปลายสุดของห้อง
ชายในสูทสีครีมขาวท่าทางเรียบร้อยเจ้าของห้อง เชื้อเชิญให้จิลเลี่ยนไปนั่งที่โซฟา แล้วเดินกลับมาคุยกับคุณแม่ที่โต๊ะทำงาน
จิลเลี่ยนนั่งใจระทึกอยู่ที่โซฟา พยายามทำตัวให้เรียบร้อยและนิ่งที่สุด เพราะเธอไม่อยากเป็นตัวปัญหา
จิตแพทย์คุยกับคุณแม่ถึงเรื่องที่โรงเรียนของจิลเลี่ยน ปัญหาในการเรียนที่โรงเรียน เพื่อพยายามค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิลเลี่ยน

โดยไม่ถามจิลเลี่ยนสักคำ


แต่ในขณะที่ปากป้อนคำถามคุณแม่ สายตาของหมอแอบเฝ้าดูพฤติกรรมของสาวน้อยที่อยู่ไกลออกไป

จิลเลี่ยน รู้ในการเฝ้าสังเกตุของหมอดี และรู้ด้วยว่าพฤติกรรมของตัวเองในตอนนี้ จะส่งผลกระทบใหญ่หลวง

กับชีวิตในวันข้างหน้า
จิลเลี่ยน นั่งเงียบ พยายามทำตัวให้เรียบร้อยที่สุด หนูน้อยไม่อยากไปโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ

ผ่านไปครู่ใหญ่ คุณแม่และหมอหยุดคุย เดินมาหาที่โซฟา คุณหมอนั่งลงแล้วบอกว่า
"จิลเลี่ยน ขอบคุณมากที่อดทนรอคอยการสนทนาของเรา แต่เกรงว่าเธอจะต้องอดทนต่อไปอีกสักหน่อย

เพราะคุณหมอต้องการคุยกับคุณแม่เป็นการส่วนตัว พวกเราจะออกไปคุยกันข้างนอกสัก 5 นาที"
จิลเลี่ยน พยักหน้ารับคำ
คุณหมอและคุณแม่เดินออกจากห้อง ก่อนที่หมอจะออกจากห้อง คุณหมอเปิดวิทยุไว้ให้จิลเลี่ยนฟัง

------
คุณหมอและคุณแม่ออกไปนอกห้อง

แล้วแอบดู จิลเลี่ยน ผ่านกระจกลับอย่างเงียบ ๆ โดยที่จิลเลี่ยนไม่รู้ตัว

ทันใดนั้น


สิ่งที่หมอและคุณแม่ต้องตกตะลึง ก็คือ

จิลเลี่ยนกระโดดโลดเต้น ตามจังหวะเสียงเพลง อย่างมีความสุข คงดีใจที่ไม่ต้องฝืนทำตัวเรียบร้อยต่อหน้าหมออีกต่อไป
คุณหมอและคุณแม่ แอบเฝ้ามองพฤติกรรมของจิลเลี่ยนอยู่ระยะหนึ่ง

ในที่สุด, คุณหมอหันไปบอกกลับคุณแม่ว่า
" คุณรู้อะไรไหม? จิลเลี่ยนไม่ได้ป่วยอะไรเลย หนูน้อยแค่รักที่จะเต้นรำ ขอให้พาหนูน้อยไปโรงเรียนสอนเต้นรำ"
!!!!!

และแม่ของหนูน้อยจิลเลี่ยนก็ทำอย่างนั้นจริงๆ

------

จิลเลี่ยนได้ไปเรียนที่โรงเรียนเต้นรำ

จิลเลี่ยนเล่าถึงความรู้สึกที่เข้าไปให้ห้องเรียนวันแรกว่า
" ฉันเดินเข้าไปในห้องซ้อม มีคนอยู่เต็มไปหมด ทุกคนที่เหมือนฉัน พวกเขาเป็นคนที่ไม่สามารถนั่งอยู่นิ่งๆ ได้

ผู้คนที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อจะคิด "
แล้วจิลเลี่ยนก็ค้นพบที่ของเธอ เธอไปโรงเรียนทุกวัน เธอฝึกฝนทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน


แล้วเธอก็สอบเข้าโรงเรียนสอนบัลเล่ต์ชื่อดังในลอนดอน (Royal Ballet School in London)


โรงเรียนตอบรับเธออย่างไม่ลังเล

หลังจากจบการศึกษา จิลเลี่ยนฝึกฝนจนเป็นนักบัลเล่ต์มีชื่อเสียง เธอเปิดการแสดงเดี่ยวไปทั่วโลก

ผลงาน The Phantom of Opera ของเธอ เปิดแสดงที่โรงละครบรอดเวย์ ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์

------


และนี่คือเรื่องราวของ
จิลเลี่ยน ลีน (Gillian Lynne:Wiki, เว็ปไซต์ส่วนตัวของเธอ )



Royal Ballet Days - from Picture Post 1949

ปัจจุบันจิลเลี่ยนเป็นนักออกแบบท่าเต้น (Choreographer) เป็นผู้กำกับ เป็นนักแสดง

ที่โด่งดังคนหนึ่งของโลก

* แปลและเสริมแต่งโดย นายช่างคิด

22:10 111110 Boston
* ภาพประกอบเรื่อง ส่วนใหญ่จาก wikipedia และ เว็ปไซต์ส่วนตัวของ GillianLynne.com   และภาพประกอบทางอินเตอร์เน็ต
ภาพหน้าแรก "Passion" จาก http://www.positivematrix.com

อ่านเรื่องตอนแรกที่นี่ อ่านมาเล่าต่อ: ปฐมบท:คว้าฝันวันวานมาพลิกโลก (The Element: How Finding Your Passion Changes Everything :.) ตอนที่ ๑

ข้างเคียง:

ด้านใต้รูป "Passion" ที่นำมาประกอบเรื่องวันนี้ มีตัวหนังสือเล็ก ๆ เขียนไว้ว่า
"Above all, be true to yourself, if you cannot put your heart in it, take yourself out of it"
" เหนือสิ่งอื่นใด ให้ซื่อสัตย์ต่อตนเอง ถ้าไม่สามารถเอาใจไปจดจ่อกับมันได้, ก็ดึงตัวเองออกมา"


เผยแพร่ครั้งแรกที่ http://www.bbl4kid.org
นาม: นายช่างคิด

Friday, October 21, 2011

วิจารณ์หนังสือ อัจฉริยะสร้างได้ (จริงหรือ)


วิจารณ์หนังสือ อัจฉริยะสร้างได้ (จริงหรือ)



อัจฉริยะสร้างได้ : เคล็ดลับพัฒนาอัจฉริยภาพ 8 ด้าน เพื่อก้าวสู่ความเป็นอัจฉริยะ
โดย วนิษา เรซ (Vanessa Race) หรือ หนูดี
สำนักพิมพ์ Red
พิมพ์ครั้งแรก มิถุนายน 2550
ISBN 978-974-8001-61-6
ปกอ่อน 179 หน้า ราคา 165 บาท



หนังสือเล่มนี้ผมอ่านจบนานแล้ว ว่าจะเขียนถึงหลายที แต่ก็ไม่มีเวลามานั่งเขียนดี ๆ เพราะติดสอบ
ผมอ่านหนังสือเล่มนี้จบภายในไม่กี่ชั่วโมง ด้วยเป็นเพราะหนังสือเขียนให้อ่านง่าย ๆ ลักษณะการเขียนทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่ากำลังนั่งคุยสบาย ๆ อยู่กับผู้เขียน (คุณหนูดี) เนื้อหาในหนังสือกล่าวถึง ทฤษฎีพหุปัญญา หรือ Multiple Intelligences ที่เสนอโดย ศาสตราจารย์ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardnerรูป) ทฤษฎีพหุปัญญา นี้ได้หักล้างแนวคิดเก่า ๆ ที่ว่าความเป็นอัจฉริยะเป็นเรื่องของความฉลาดแต่เพียงอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้วความอัจฉริยะนั้นสามารถแสดงออกได้ในหลาย ๆ ด้าน ศาสตราจารย์โฮเวิร์ดได้เสนอแนวคิดนี้ในหนังสือ Frames of Mind (กรอบทางความคิด): 1983 อัจริยะภาพของมนุษย์อย่างน้อยแปดประการได้ถูกนำเสนอ อันประกอบไปด้วย
  1. ภาษาและการสื่อสาร (Linguistics Intelligence)
  2. ร่างกายและการเคลื่อนไหว (Bodily-Kinesthetic Intelligence)
  3. มิติสัมพันธ์และการจินตภาพ (Spatial Intelligence)
  4. ตรรกะและคณิตศาสตร์ (Logical-Mathematical Intelligence)
  5. การเข้าใจตนเอง (Intrapersonal Intelligence)
  6. การเข้าใจผู้อื่นและมนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Intelligence)
  7. การเข้าใจธรรมชาติ (Naturalist Intelligence)
  8. ดนตรีและจังหวะ (Musical Intelligence)
คุณหนูดี ได้สรุปอัจริยะภาพแปดประการนั้น ด้วยภาษาที่อ่านง่าย ยกตัวอย่างให้เห็นถึงการแสดงออกถึงอัจฉริยะภาพในด้านต่าง ๆ และยกตัวอย่างบุคคลที่แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะภาพในด้านนั้น ๆ ได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากนี้คุณหนูดียังแทรกเสริม เทคนิคเคล็ดลับต่าง ๆ ที่ใ้ช้พัฒนาอัจฉริยะภาพได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคการทำ Mind Maps, การพัฒนาทักษะการพูด ฟัง คิด อ่านและ เขียน รวมไปถึงการร้องเพลง เล่นกีฬา และเรืองอื่น ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม และง่ายที่จะปฏิบัติตาม

ตอนท้ายของเล่ม เป็นประวัติของคุณหนูดี หรือ วริษา เรซ และข้อมูลเกี่ยวกับงานที่เธอทำอยู่

สิ่งที่ชอบมาก สำหรับหนังสือเล่มนี้ คือ อ่านแล้วมีกำลังใจ ทำให้รู้สึกว่า เราทำได้ เราสามารถที่จะพัฒนาความเป็นอัจฉริยะในทุกด้าน ๆ ของเราได้ เทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่หนังสือแนะนำดูง่ายและไม่ซับซ้อน คุณหนูดีได้ทำให้เห็นว่าการใส่ใจกับกิจกรรมประจำวัน เช่น การนั่งหลังตรง การหายใจ การเคี้ยวอาหาร การฝึกวาดวงกลม ล้วนแต่พัฒนาความอัจฉริยะของเราได้ ขอเพียงแต่ได้ ใส่ใจ และเริ่มทำทำอย่างตั้งใจจริง


ที่จะติสักนิด สำหรับหนังสือเล่มนี้คือ คุณหนูดีเขียนหนังสือได้เหมือนมานั่งเล่ามากไปหน่อย ทำให้ลดทอนความวิชาการของเนื้อหาไป ประวัติของคุณหนูดีเองดูเหมือนจะมากไปนิด อ่านแล้วแกมหมั่นไส้อยู่ในที คนอะไร จะฉลาดพัฒนาตัวเองจนมี พหุปัญญา ได้ขนาดนั้น

สิ่งที่อยากเห็น ผมอยากเห็นคุณหนูดีเขียนหนังสือหรือบทความที่มีความเป็นวิชาการมากขึ้น มีเนื้อหาที่อ่านง่าย แต่ไม่ต้องมีลักษณะของการอ่านที่นั่งฟังหนูดีพูด (ตัดประโยคที่อ้างอิงถึงตัวเอง และสรรพนามออก เช่น "หนูดีคิดว่า หนูดีอย่างนั้น หนูดีอย่างนี้") และเนื่องจากคุณหนูดีได้ทำโรงเรียนและจัดการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับด้านนี้จริงจังน่าจะมีการแสดงผลของผู้ที่นำเทคนิคต่าง ๆ ไปใช้ ว่าพวกเขาเหล่านั้นพัฒนาตนได้มากเพียงใด ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนเทคนิควิธีการที่เขียนอยู่ในหนังสือ และพิสูจน์ให้เห็นว่า อัจฉริยะ นั้นสร้างได้จริง



อย่างไรก็ดี อัจฉริยะสร้างได้ เป็นหนังสือที่ควรหาอ่าน และขอเก็บเป็นหนังสือขึ้นหิ้ง ของ จิต-ใจ-ดี อีกหนึ่งเล่มครับ



เขียนโดย

ภาสกร (pC)



ขอบคุณ

รูปปกหนังสือ จาก http://ldd.go.th/e_library
พี่แอน ลลนา ที่ส่งหนังสือดี ๆ มาให้อ่าน

เผยแพร่ครั้งแรก: http://jit-jai-d.blogspot.com
9 มค 52
นำมาเผยแพร่อีกครั้ง เพราะหล่อนกำลังดัง

อ่านมาเล่าต่อ: ปฐมบท:คว้าฝันวันวานมาพลิกโลก (The Element: How Finding Your Passion Changes Everything :.) ตอนที่ ๑

หนังสือ ปฐมบท:คว้าฝันวันวานมาพลิกโลก (The Element:How Finding Your Passion Changes Everything )เขียนโดย Dr. Ken Robinson หนังสือเล่มนี้ผมยืมจากห้องสมุดกลางของเมืองบอสตั้นในรูปแบบ eBook มาอ่าน เริ่มแรกนึกว่าเป็นหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง (Self-Improvement) อ่านไปบทแรกถึงเพิ่งรู้ว่าเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย (Elementary) ด้วย เนื้อหาน่าสนใจ เลยขอ "อ่านมาเล่าต่อ" บางส่วน ดังนี้



เกริ่นนำ (Introduction)

เรื่องเกิดขึ้น ณ โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง ในช่วงโมงวาดเขียน (ไม่แน่ใจว่า เป็นโรงเรียนของครูแหลมคมหรือไม่ ฮา)

เด็กหกขวบกำลังขมักเขม้นกับกับสิ่งที่ตัวเองวาดอยู่บนกระดาษ เด็กหญิงหลังห้องคนหนึ่งซึ่งไม่ค่อยสนใจเรียนกับวิชาอื่นเท่าใดนัก

กลับนั่งจดจ่ออยู่กับการวาดรูปอยู่เป็นนาน ครูแหลมคม (-- ขออนุญาตยืมชื่อครูแหลมคม เป็นครูสอนศิลปะในเรื่อง  )


ครูแหลมคม อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปถามเด็กหญิงด้วยความฉงน
"เธอกำลังวาดอะไรอยู่? "




เด็กหญิงตอบอย่างไม่ละสายตาไปจากกระดาษและดินสอที่กำลังง่วนอยู่ว่า
"หนู กำลังวาดพระเจ้า (GOD)"




ครูแหลมคมยิ้มละไม บอกกับหนูน้อยว่า
"แต่ ยังไม่เคยมีใครรู้เลยนะว่า พระเจ้า นั้นหน้าตาอย่างไร"



หนูน้อยกล่าวตอบ
" เดี๋ยวคุณครูก็จะได้เห็น พระเจ้า หลังจากที่หนูวาดเสร็จ"


---- จบ ---

เป็นอย่างไรครับ เรื่องนี้น่ารักไหม

เรื่องนี้เตือนใจให้เห็นถึง จินตนาการที่กว้างไกล และ ความมั่นใจในตัวเองของเด็ก ๆ


พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว สูญเสียความมั่นใจแบบนี้ไป



เมื่อเราโตขึ้น เราเริ่มสงสัย และ ไม่แน่ใจกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวทั้งหมด

มันจึงบั่นทอนความคิดสร้างสรรค์ของเราไป
ลองเข้าไปถามเด็ก ป. 1 ดูว่า นักเรียนคนไหนมีความคิดสร้างสรรค์บ้าง เด็กทุกคนในห้องจะยกมือ

แต่เมื่อเรา ลองเข้าไปถามเด็กมหาวิทยาลัย ดูว่า นักศึกษาคนไหนมีความคิดสร้างสรรค์บ้าง นักศึกษาหลายคนไม่แน่ใจ และน้อยคนที่จะยกมือ

หนังสือ The Element: How Finding Your Passion Change Everything  (ซึ่งผมขอแปลว่า ปฐมบท: ค้นพบตัวเองก็พลิกโลกได้) นี้ พยายามชี้ให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ พรสวรรค์ในตัวของเรา ซึ่งมักจะเห็นตั้งแต่ช่วง ปฐมวัย

เรื่องนี้ยาวครับ มีเรื่องของเด็ก ๆ หลาย ๆ คน เรียงร้อยได้อย่างน่าสนใจ คราวหน้าจะมาเขียนให้อ่านกันอีก
โปรดติดตาม

เผยแพร่ครั้งแรก
http://www.bbl4kid.org

* แปลและเสริมแต่งโดย นายช่างคิด
 5:50 111110 Boston
* ภาพประกอบเรื่อง โดย ครูแหลมคม

Monday, July 25, 2011

Saturday, July 16, 2011

Friday, July 15, 2011

Packing

Packing by paskorn
Packing, a photo by paskorn on Flickr.

Ready to go

Ready to go by paskorn
Ready to go, a photo by paskorn on Flickr.

Shabu shabu

Shabu shabu by paskorn
Shabu shabu, a photo by paskorn on Flickr.

This message is sent from mobile phone

Thursday, July 14, 2011

The last scene at DSSG lab

The last scene at DSSG lab by paskorn
The last scene at DSSG lab, a photo by paskorn on Flickr.

This message is sent from mobile phone